ชื่อยา                             ริดสีดวงทวาร

 

ข้อบ่งใช้                          บรรเทาอาการท้องผูก ริดสีดวงทวาร

 

คำแนะนำการใช้               ควรใช้ร่วมกับยาตรีผลาเพื่อให้ประสิทธิภาพในการรักษามากขึ้น

จากแพทย์แผนไทย           

 

รูปแบบยา                         ยาแคปซูล ขนาด 250 mg.

 

วิธีใช้                              รับประทานครั้งละ 3 แคปซูลวันละ 3 เวลา ก่อนอาหารเช้า กลางวัน เย็น

 

องค์ประกอบทางเคมี:
              ascorbic acid (vitamin C), lupeol, carotene, calcium oxalate

การศึกษาทางเภสัชวิทยา:
            ผลต่อแรงตึงตัวของหลอดเลือดดำ

              สารสกัดเพชรสังฆาตมีฤทธิ์กระตุ้นหลอดเลือดดำ ให้มีความตึงตัวเพิ่มขึ้น คล้ายกับส่วนผสมของไบโอฟลาโวนอยด์  2 ชนิด ได้แก่ ไดออสมิน 90%  และฮิสเพอริดิน 10%  ที่พบในตำรับยาแผนปัจจุบัน สำหรับใช้รักษาริดสีดวงทวาร

      ฤทธิ์ต้านการอักเสบเฉียบพลัน

              - สารสกัดเมทานอลยับยั้งการบวมของใบหู และการบวมของอุ้งเท้าของหนูขาว ที่ถูกกระตุ้นด้วยสารเคมี

              - สารสกัดเฮกเซนที่ความเข้มข้นร้อยละ 1 และสารสกัดเอทานอลที่ความเข้มข้นร้อยละ 5 ลดอาการบวมของใบหูหนูที่เหนี่ยวนำด้วยสารเคมี ได้ที่เวลา 30 นาที ตรวจพบองค์ประกอบทางเคมีของสาร lupeol ในสารสกัดเฮกเซน

      ฤทธิ์แก้ปวด

                สารสกัดเมทานอลลดจำนวนครั้งที่หนูถีบจักรยืดบิดตัวจากอาการเจ็บปวดท้องเนื่องจากได้รับกรดอะซีติกที่ฉีดเข้าทางช่องท้อง และลดระยะเวลาของการเลียเท้าหลังทั้ง 2ระยะ ในการทดสอบด้วยการฉีดฟอร์มาลิน แสดว่าออกฤทธิ์แก้ปวดผ่านทั้งระบบประสาทส่วนกลาง และส่วนปลาย

 

งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง

  1. เมื่อเปรียบเทียบกับยาแผนปัจจุบันพบว่าเพชรสังฆาตมีประสิทธิภาพที่ไม่แตกต่างกันกับยาแผนปัจจุบันใน 3 ด้าน ได้แก่ การลดการเกิดเลือดออก ลดอาการปวด และลดอาการหลอดเลือดขอดที่ยื่นออกมา
  2. เพชรสังฆาตประกอบด้วยไบโอฟลาโวนอยด์ 2 ชนิด ได้แก่ Diosmin และ hesperidin
  3. ดวงรัตน์ เชี่ยวชาญวิทย์ และคณะได้ประเมินประสิทธิภาพของสมุนไพรเพชรสังฆาตกับผู้ป่วยที่เป็นโรคริดสีดวงทวารจำนวน 121 คน เปรียบเทียบกับยาแผนปัจจุบันอย่าง ดาฟลอน (Daflon) โดยผลการวิจัยพบว่าค่าเฉลี่ยคะแนนของการประเมินผลของสมุนไพรเพชรสังฆาตกับยาดาฟลอนไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และพบว่าค่าใช้จ่ายของยาแคปซูลเพชรสังฆาตถูกกว่ายาดาฟลอนถึง 20 เท่าอีกด้วย ผลการวิจัยนี้จึงสรุปได้ว่าแคปซูลเพชรสังฆาตสามารถใช้ทดแทนยาดาฟลอนในการรักษาโรคริดสีดวงทวารได้เป็นอย่างดี

 

การศึกษาความเป็นพิษ

1.ไม่พบพิษในระยะเฉีบบพลัน เมื่อให้สารสกัดของเพชรสังฆาตขนาด 2,500 mg แก่หนูถีบจักร หนูขาวและกระต่ายด้วยการฉีดเข้าทางหน้าท้อง ทางปากและการทาที่ผิวหนัง

2. ไม่พบพิษในระยะกึ่งเรื้อรัง โดยให้ได้รับผงยาขนาด 1 ,10,100และ1000 เท่าต่อขนาดที่ใช้ในคนในหนูขาว พบว่าไม่เกิดพิษในระยะกึ่งเรื้อรัง ไม่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางโลหิตวิทยา หรือจุลพยาธิสภาพของอวัยวะภายใน

 

 

เอกสารอ้างอิง

  1. Kothari SC, Shivarudraiah P, Venkataramaiah SB, et al. Safety assessment of Cissus quad­rangularis extract (CQR-300): subchron­ic toxicity and mutagenicity studies. Food and chemical toxicity 2011;49:3343-57.
  2. สำนักงานข้อมูลสมุนไพร.“เพชรสังฆาต”.  [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http://www.pharmacy.mahidol.ac.th/medplantdatabase/dtl_herbal.asp?hidKeylink=022Cis0Qua00.[15 พฤษภาคม  2561].
  3. ฐานข้อมูลเภสัชเครื่องยาสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี.“เพชรสังฆาต”.  [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : http://www.thaicrudedrug.com/main.php?action=viewpage&pid=95.[15 พฤษภาคม  2561].
  4. สุมาลินและคณะ(2542).ฤทธิ์ต้านการ .นครปฐม:คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล
  5. วิระพล ภิมาลย์และคณะ.(2557).การทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบและการวิเคราะห์อภิมาน ประสิทธิภาพในการรักษาริดสีดวงทวารหนักของเพชรสังฆาต .มหาสารคาม:วารสารเภสัชศาสตร์อีสาน ปีที่ 10 ฉบับที่ 3 ก.ย.-ธ.ค. 2557
  6. ปราณี ชวลิตธํารงและคณะ(2544). พิษกึ่งเรื้อรังของเพชรสังฆาต (Cissus quadragularis Linn.):. วารสารสงขลานครินทร์, 24(1), 39-51.
  7. สุรัติและคณะ(2554). ผลการรักษาโรคริดสีดวงทวารด้วยสารสกัดจากเพชรสังฆาต. วารสารวิชาการสาธารณสุข ปี 2554, 20(5), 848-856.